รถชน ใครต้องจ่าย? เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้างตามกฎหมาย
ทีมงาน Lawslane
เผยแพร่เมื่อ: 28 ตุลาคม 2026
รถชนกันใครต้องรับผิด นายจ้างต้องร่วมจ่ายไหม เรียกค่ารักษา ค่าขาดรายได้ ค่าซ่อมรถได้แค่ไหน ประกัน พ.ร.บ. ช่วยอะไร และอายุความฟ้องละเมิดกี่ปี สรุปตาม ป.พ.พ.
อุบัติเหตุรถชนเกิดขึ้นได้ทุกวัน และคำถามแรกที่ตามมาหลังจากเรื่องความปลอดภัยของทุกคนก็คือ ใครต้องจ่าย และเรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง ในทางแพ่ง เรื่องนี้อยู่ในหมวดละเมิดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งกำหนดทั้งหลักความรับผิด ประเภทค่าเสียหายที่เรียกได้ และอายุความที่ต้องฟ้องให้ทัน ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นยังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเข้ามาช่วยอีกชั้นหนึ่ง บทความนี้สรุปหลักเหล่านี้ตามตัวบท เพื่อให้คุณเข้าใจสิทธิของตัวเองก่อนเจรจาหรือดำเนินการต่อ
หลักพื้นฐาน รถชนคือเรื่อง "ละเมิด"
หลักทั่วไปอยู่ในมาตรา 420 ซึ่งวางไว้ว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใด ผู้นั้นทำละเมิดและต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน (ป.พ.พ. มาตรา 420)
พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคนขับรถคันหนึ่งขับด้วยความประมาทจนชนคนอื่นหรือทรัพย์สินของคนอื่นเสียหาย คนขับคนนั้นต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย แต่ใครประมาทแค่ไหนเป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์จากพยานหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถ กล้องวงจรปิด รายงานของตำรวจ และคำให้การของพยานที่เห็นเหตุการณ์
คนที่ควบคุมรถต้องพิสูจน์ตัวเองหรือไม่
มาตรา 437 วางหลักไว้เฉพาะสำหรับยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล ว่าบุคคลที่ครอบครองหรือควบคุมดูแลยานพาหนะนั้นต้องรับผิดชอบเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่ยานพาหนะนั้น เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายเกิดแต่เหตุสุดวิสัย หรือเกิดเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเอง (ป.พ.พ. มาตรา 437)
ผลของมาตรานี้คือ เมื่อความเสียหายเกิดจากรถ ฝ่ายที่ครอบครองหรือควบคุมรถมีภาระต้องพิสูจน์ข้อยกเว้นข้างต้นเพื่อให้พ้นความรับผิด อย่างไรก็ดี ตัวบทไม่ได้แยกกรณีที่รถสองคันต่างเคลื่อนที่แล้วชนกันเองไว้โดยเฉพาะ การปรับใช้ในแต่ละเหตุการณ์ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
นายจ้างต้องร่วมรับผิดด้วยหรือไม่
กรณีที่คนขับเป็นลูกจ้าง เช่น พนักงานขับรถของบริษัท มาตรา 425 กำหนดว่า นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้าง (ป.พ.พ. มาตรา 425) ผู้เสียหายจึงอาจเรียกร้องจากทั้งลูกจ้างและนายจ้างได้ ถ้าเหตุเกิดในทางการที่จ้าง
ถ้านายจ้างจ่ายค่าสินไหมทดแทนไปแล้ว กฎหมายให้นายจ้างมีสิทธิเรียกให้ลูกจ้างชดใช้คืนได้ (ป.พ.พ. มาตรา 426) ส่วนคำถามว่าการขับรถครั้งนั้นอยู่ใน "ทางการที่จ้าง" หรือไม่ ตัวบทไม่ได้ระบุรายละเอียดไว้ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
ถ้าผู้เสียหายมีส่วนผิดด้วย จะเป็นอย่างไร
อุบัติเหตุหลายครั้งไม่ได้เกิดจากฝ่ายเดียว มาตรา 442 กำหนดว่า ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วย ให้นำมาตรา 223 มาใช้โดยอนุโลม (ป.พ.พ. มาตรา 442)
มาตรา 223 วางหลักว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องใช้มากน้อยเพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญคือความเสียหายเกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร และหลักเดียวกันนี้ใช้ด้วยแม้ความผิดของผู้เสียหายจะเป็นเพียงการละเลยไม่บำบัดปัดป้องหรือบรรเทาความเสียหาย (ป.พ.พ. มาตรา 223) ดังนั้นถ้าทั้งสองฝ่ายประมาท ค่าเสียหายที่แต่ละฝ่ายเรียกได้อาจลดลงตามส่วนความผิดของตัวเอง โดยสัดส่วนเท่าใดขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละเหตุการณ์
เรียกค่าเสียหายอะไรได้บ้าง
มาตรา 438 กำหนดว่า ค่าสินไหมทดแทนจะใช้โดยสถานใดเพียงใด ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ซึ่งรวมถึงการคืนทรัพย์สินที่ผู้เสียหายต้องเสียไป หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่ได้ก่อขึ้น (ป.พ.พ. มาตรา 438) สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น รถเสียหาย จึงเรียกได้ตามความเสียหายที่พิสูจน์ได้
ส่วนความเสียหายต่อตัวบุคคล กฎหมายแยกไว้ดังนี้
1. กรณีบาดเจ็บ ผู้เสียหายเรียกค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือบางส่วน ทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ ถ้าในเวลาพิพากษายังรู้ไม่ได้แน่ว่าความเสียหายมีเพียงใด ศาลอาจสงวนสิทธิแก้ไขคำพิพากษาไว้ภายในระยะเวลาไม่เกินสองปี (ป.พ.พ. มาตรา 444)
2. กรณีบาดเจ็บ ผู้เสียหายยังเรียกค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินได้ด้วย แต่สิทธินี้โอนกันไม่ได้และไม่ตกทอดไปถึงทายาท เว้นแต่ได้รับสภาพกันไว้โดยสัญญาหรือได้เริ่มฟ้องคดีแล้ว (ป.พ.พ. มาตรา 446)
3. กรณีเสียชีวิต ค่าสินไหมทดแทนได้แก่ค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นอื่น ๆ ถ้าไม่ได้ตายทันที ยังรวมค่ารักษาพยาบาลและค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ในช่วงที่ไม่สามารถประกอบการงาน และถ้าการตายทำให้บุคคลใดต้องขาดไร้อุปการะตามกฎหมาย บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 443)
4. กรณีผู้เสียหายมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องทำการงานให้เป็นคุณแก่บุคคลภายนอกในครัวเรือนหรืออุตสาหกรรมของบุคคลภายนอกนั้น ผู้ทำละเมิดต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้บุคคลภายนอกที่ต้องขาดแรงงานนั้นด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 445)
ตัวบทไม่ได้กำหนดตัวเลขค่าเสียหายตายตัวไว้ จำนวนที่ศาลกำหนดขึ้นกับพยานหลักฐาน เช่น ใบเสร็จค่ารักษา ใบรับรองแพทย์ หลักฐานรายได้ และใบประเมินค่าซ่อมรถ การเก็บเอกสารเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ต้นจึงเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความเสียหาย
ประกันภัยภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ช่วยอะไรได้
พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ กำหนดให้เจ้าของรถซึ่งใช้รถหรือมีรถไว้เพื่อใช้ ต้องจัดให้มีการประกันความเสียหายสำหรับผู้ประสบภัยกับบริษัทประกันภัย โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยต้องไม่น้อยกว่าที่กำหนดในกฎกระทรวง (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 7) ตามนิยามในกฎหมายฉบับนี้ ความเสียหาย หมายถึงความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยอันเกิดจากรถ (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 4) ความเสียหายของตัวรถจึงต้องว่ากันตาม ป.พ.พ. หรือประกันภัยประเภทอื่นที่ทำไว้
จุดสำคัญคือ ค่าเสียหายเบื้องต้น ซึ่งบริษัทประกันภัยหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยต้องจ่ายให้ผู้ประสบภัยให้เสร็จภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์ความรับผิด และกฎหมายให้ถือว่าค่าเสียหายเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 25) ผู้ประสบภัยต้องร้องขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่มีความเสียหายเกิดขึ้น (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 27)
ถ้ารถคันที่เกิดเหตุไม่ได้ทำประกันตามกฎหมาย และเจ้าของรถไม่จ่ายหรือจ่ายไม่ครบ กฎหมายกำหนดให้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นจากเงินกองทุนได้ในกรณีที่กำหนดไว้ (พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ มาตรา 23) ส่วนจำนวนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นและวงเงินคุ้มครองแต่ละประเภทกำหนดไว้ในกฎกระทรวงและมีการปรับเป็นระยะ บทความนี้จึงไม่ระบุตัวเลข ควรตรวจสอบอัตราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกับบริษัทประกันภัยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อายุความ อย่าปล่อยให้เลยกำหนด
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากละเมิดขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ถ้าเป็นการเรียกค่าเสียหายในมูลที่เป็นความผิดมีโทษทางอาญาด้วย และอายุความทางอาญายาวกว่า ให้ใช้อายุความที่ยาวกว่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 448)
จุดเริ่มนับหนึ่งปีคือวันที่ผู้เสียหายรู้ทั้งสองเรื่อง คือรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน การจดวันดังกล่าวไว้จะช่วยให้ติดตามกำหนดเวลาได้ ส่วนกรณีใดจะเข้าข้อยกเว้นเรื่องอายุความทางอาญาหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
เพื่อให้เห็นภาพรวม ลองดูตัวอย่างสมมติ สมมติว่า นาย ก. ขับรถยนต์ของบริษัทไปส่งสินค้าตามหน้าที่ แล้วชนท้ายรถจักรยานยนต์ของนาย ข. จนนาย ข. ได้รับบาดเจ็บและรถเสียหาย ตามตัวบท นาย ข. อาจขอรับค่าเสียหายเบื้องต้นจากประกันภัยภาคบังคับตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ และอาจเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. ได้ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้ ค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงิน และค่าซ่อมรถ โดยเรียกจากนาย ก. และบริษัทนายจ้างได้ หากเป็นการกระทำในทางการที่จ้าง ทั้งนี้ ถ้าพิสูจน์ได้ว่านาย ข. มีส่วนประมาทด้วย ค่าเสียหายอาจลดลงตามส่วน และต้องฟ้องภายในอายุความตามมาตรา 448
สรุป
รถชนเป็นเรื่องละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ผู้ครอบครองหรือควบคุมรถต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดจากรถ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเกิดจากเหตุสุดวิสัยหรือความผิดของผู้เสียหายเอง (มาตรา 437) นายจ้างร่วมรับผิดกับลูกจ้างที่ทำละเมิดในทางการที่จ้าง (มาตรา 425) ถ้าผู้เสียหายมีส่วนผิดด้วย ค่าเสียหายพิจารณาตามส่วน (มาตรา 442 และ 223) ค่าเสียหายที่เรียกได้มีทั้งความเสียหายต่อทรัพย์สินและต่อตัวบุคคล (มาตรา 438, 443 ถึง 446) ประกันภัยภาคบังคับช่วยจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด และต้องระวังอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 448
หากคุณประสบอุบัติเหตุทางรถและไม่แน่ใจว่าควรเรียกร้องจากใคร เรียกอะไรได้บ้าง หรืออายุความเหลือเท่าไร สามารถปรึกษาทนายความผ่าน Lawslane เพื่อให้ทนายช่วยดูข้อเท็จจริงและเอกสารของกรณีคุณ