ดูทั้งหมด
ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนหรือญาติ ต้องรับผิดแค่ไหน ตามกฎหมายปัจจุบัน

ค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนหรือญาติ ต้องรับผิดแค่ไหน ตามกฎหมายปัจจุบัน

Law

ทีมงาน Lawslane

เผยแพร่เมื่อ: 28 ตุลาคม 2026

เซ็นค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนหรือญาติ แล้วลูกหนี้ไม่จ่าย ผู้ค้ำต้องรับผิดแค่ไหน เจ้าหนี้ต้องแจ้งก่อนกี่วัน และกรณีใดบ้างที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นตาม ป.พ.พ. ฉบับแก้ไข 2557

หลายคนเคยถูกเพื่อนสนิท ญาติ หรือคนในครอบครัวขอให้ช่วยเซ็นค้ำประกันเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินธนาคาร กู้ซื้อรถ หรือกู้ยืมเงินจากบุคคลทั่วไป ด้วยความเกรงใจจึงเซ็นไปโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดในสัญญา จนวันหนึ่งได้รับหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ คำถามที่ตามมาคือ ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดมากน้อยแค่ไหน และกฎหมายคุ้มครองผู้ค้ำประกันไว้อย่างไรบ้าง

บทความนี้สรุปหลักกฎหมายเรื่องค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งบทบัญญัติหลายมาตราได้รับการแก้ไขเมื่อปี 2557 เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น โดยอธิบายตามตัวบทกฎหมายเป็นหลัก เพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนก่อนตัดสินใจเซ็น หรือเมื่อถูกเรียกให้ชำระหนี้แล้ว

ค้ำประกันคืออะไร ต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่

กฎหมายนิยามว่า ค้ำประกันคือสัญญาที่บุคคลภายนอกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ค้ำประกัน ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ว่าจะชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น และถ้าสัญญาค้ำประกันไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน เจ้าหนี้จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 680)

การค้ำประกันจะมีได้เฉพาะสำหรับหนี้ที่สมบูรณ์ ถ้าเป็นการค้ำประกันหนี้ในอนาคตหรือหนี้ที่มีเงื่อนไข สัญญาต้องระบุวัตถุประสงค์ในการก่อหนี้ ลักษณะของมูลหนี้ จำนวนเงินสูงสุดที่ค้ำประกัน และระยะเวลาในการก่อหนี้ที่ค้ำประกัน (ยกเว้นการค้ำประกันกิจการที่เนื่องกันไปหลายคราวตามมาตรา 699 ซึ่งไม่ต้องระบุระยะเวลาก็ได้) นอกจากนี้ สัญญาค้ำประกันต้องระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้ง และผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะหนี้หรือสัญญาที่ระบุไว้เท่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 681)

ในเรื่องขอบเขตความรับผิด ถ้าเป็นการค้ำประกันอย่างไม่มีจำกัด ความรับผิดของผู้ค้ำประกันย่อมคุ้มถึงดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่ลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 683) ดังนั้นก่อนเซ็นจึงควรอ่านให้ชัดว่าตนค้ำประกันหนี้รายใด และจำกัดจำนวนเงินไว้หรือไม่

ผู้ค้ำประกันไม่ใช่ลูกหนี้ร่วม

เดิมสัญญาค้ำประกันจำนวนมากมีข้อความให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม ซึ่งทำให้เจ้าหนี้เรียกเอาจากผู้ค้ำประกันได้ทันทีเหมือนเป็นลูกหนี้เอง แต่กฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า ข้อตกลงใดที่ให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 681/1 วรรคหนึ่ง)

ข้อยกเว้นมีเพียงกรณีที่ผู้ค้ำประกันเป็นนิติบุคคล เช่น บริษัท และยินยอมผูกพันตนรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ในกรณีนั้นนิติบุคคลผู้ค้ำประกันจะไม่มีสิทธิตามมาตรา 688 ถึง 690 ซึ่งจะกล่าวต่อไป (ป.พ.พ. มาตรา 681/1 วรรคสอง) สำหรับบุคคลธรรมดาที่ค้ำประกันให้เพื่อนหรือญาติ ข้อความทำนองนี้ในสัญญาจึงไม่มีผลบังคับ

นอกจากนี้ กฎหมายยังกำหนดว่า บรรดาข้อตกลงเกี่ยวกับการค้ำประกันที่แตกต่างไปจากมาตรา 681 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 686 มาตรา 694 มาตรา 698 และมาตรา 699 เป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 685/1) หมายความว่าเจ้าหนี้จะเขียนสัญญาตัดสิทธิผู้ค้ำประกันในเรื่องเหล่านี้ไม่ได้

อย่างไรก็ดี ถ้ามีหลายคนเข้าเป็นผู้ค้ำประกันในหนี้รายเดียวกัน กฎหมายกำหนดให้ผู้ค้ำประกันเหล่านั้นมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกัน แม้จะไม่ได้เข้าค้ำประกันพร้อมกันก็ตาม (ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง)

เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องแจ้งผู้ค้ำประกันก่อน

เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีใด เจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง)

ถ้าเจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในหกสิบวัน ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นภายหลังพ้นกำหนดหกสิบวันดังกล่าว (ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสอง) กล่าวคือ ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดในต้นเงิน แต่ดอกเบี้ยและค่าเสียหายที่งอกเงยขึ้นหลังจากนั้นจะเรียกจากผู้ค้ำประกันไม่ได้

เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันเลือกได้ว่าจะชำระหนี้ทั้งหมด หรือจะขอชำระตามเงื่อนไขและวิธีการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนผิดนัด เช่น ผ่อนเป็นงวดตามสัญญาเดิม เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิด และในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันผ่อนชำระตามวิธีนั้น เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดในระหว่างนั้นไม่ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคสามและวรรคสี่)

อีกข้อหนึ่งที่ควรรู้คือ ผู้ค้ำประกันไม่จำต้องชำระหนี้ก่อนถึงเวลากำหนดชำระ แม้ลูกหนี้จะไม่อาจถือเอาประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาได้ต่อไปแล้วก็ตาม (ป.พ.พ. มาตรา 687)

สิทธิขอให้เจ้าหนี้ไปเรียกเอาจากลูกหนี้ก่อน

ผู้ค้ำประกันมีฐานะเป็นผู้ที่ชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ กฎหมายจึงให้สิทธิผู้ค้ำประกันโต้แย้งเจ้าหนี้ได้หลายประการ ดังนี้

1. เมื่อเจ้าหนี้ทวงให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันจะขอให้เรียกลูกหนี้ชำระก่อนก็ได้ เว้นแต่ลูกหนี้ถูกศาลพิพากษาให้เป็นคนล้มละลายแล้ว หรือไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ไปอยู่แห่งใดในพระราชอาณาเขต (ป.พ.พ. มาตรา 688)

2. แม้เจ้าหนี้จะเรียกให้ลูกหนี้ชำระแล้ว ถ้าผู้ค้ำประกันพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้มีทางที่จะชำระหนี้ได้ และการบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้ไม่เป็นการยาก เจ้าหนี้ต้องบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน (ป.พ.พ. มาตรา 689)

3. ถ้าเจ้าหนี้มีทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน เมื่อผู้ค้ำประกันร้องขอ เจ้าหนี้ต้องให้ชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่เป็นประกันนั้นก่อน (ป.พ.พ. มาตรา 690)

4. นอกจากข้อต่อสู้ที่ผู้ค้ำประกันมีต่อเจ้าหนี้เองแล้ว ผู้ค้ำประกันยังยกข้อต่อสู้ทั้งหลายที่ลูกหนี้มีต่อเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 694) และถ้าผู้ค้ำประกันละเลยไม่ยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ ก็จะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้เพียงเท่าที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนไม่รู้ว่ามีข้อต่อสู้นั้นโดยไม่ใช่ความผิดของตน (ป.พ.พ. มาตรา 695)

กรณีที่ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด

กฎหมายกำหนดเหตุที่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดไว้หลายกรณี ที่พบบ่อยมีดังนี้

1. หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ไม่ว่าด้วยเหตุใด ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นไปด้วยในขณะนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 698)

2. เจ้าหนี้ผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ถ้าเป็นการค้ำประกันหนี้ที่ต้องชำระ ณ เวลาที่กำหนดแน่นอน และเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้น เว้นแต่ผู้ค้ำประกันได้ตกลงด้วยในการผ่อนเวลานั้น และข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันทำไว้ล่วงหน้าก่อนเจ้าหนี้ผ่อนเวลา ซึ่งมีผลเป็นการยินยอมให้ผ่อนเวลา ใช้บังคับไม่ได้ ทั้งนี้ ข้อห้ามเรื่องการยินยอมล่วงหน้าไม่ใช้กับผู้ค้ำประกันที่เป็นสถาบันการเงินหรือค้ำประกันเพื่อสินจ้างเป็นปกติธุระ (ป.พ.พ. มาตรา 700)

3. ผู้ค้ำประกันขอชำระหนี้แต่เจ้าหนี้ไม่รับ ผู้ค้ำประกันจะขอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตั้งแต่เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระก็ได้ ถ้าเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระ ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด (ป.พ.พ. มาตรา 701)

4. เจ้าหนี้ทำให้ผู้ค้ำประกันเสียสิทธิในหลักประกัน ถ้าเพราะการกระทำของเจ้าหนี้เองทำให้ผู้ค้ำประกันไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิ จำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิที่ให้ไว้แก่เจ้าหนี้ก่อนหรือในขณะทำสัญญาค้ำประกันได้ทั้งหมดหรือบางส่วน ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นเพียงเท่าที่ตนต้องเสียหายเพราะการนั้น (ป.พ.พ. มาตรา 697)

5. เจ้าหนี้ตกลงลดหนี้ให้ลูกหนี้ เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือแจ้งผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ตกลงกัน และถ้าลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ตามจำนวนที่ลดแล้ว ผู้ค้ำประกันเป็นอันหลุดพ้น ข้อตกลงที่เพิ่มภาระแก่ผู้ค้ำประกันมากกว่าที่มาตรานี้กำหนดเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 691)

6. การค้ำประกันกิจการที่เนื่องกันไปหลายคราวโดยไม่มีจำกัดเวลา ผู้ค้ำประกันบอกเลิกเพื่อคราวในอนาคตได้ โดยบอกกล่าวแก่เจ้าหนี้ และจะไม่ต้องรับผิดในกิจการที่ลูกหนี้ทำภายหลังคำบอกกล่าวไปถึงเจ้าหนี้ (ป.พ.พ. มาตรา 699)

ส่วนกรณีอื่นนอกจากที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น ผู้ค้ำประกันทะเลาะกับลูกหนี้ หรือเปลี่ยนใจภายหลังว่าไม่อยากค้ำแล้ว ตัวบทไม่ได้ระบุให้เป็นเหตุหลุดพ้นไว้ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

จ่ายหนี้แทนไปแล้ว เรียกคืนจากลูกหนี้ได้หรือไม่

ได้ ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้แล้วมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ ทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย และความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะการค้ำประกัน และยังเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีเหนือลูกหนี้ด้วย (ป.พ.พ. มาตรา 693) เช่น ถ้าเจ้าหนี้มีหลักประกันของลูกหนี้อยู่ ผู้ค้ำประกันก็เข้ารับช่วงสิทธินั้นได้

แต่มีข้อควรระวัง ถ้าผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนไปโดยไม่ได้บอกลูกหนี้ และลูกหนี้ไม่รู้จึงไปชำระหนี้ซ้ำอีก ผู้ค้ำประกันจะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ไม่ได้ ทำได้เพียงฟ้องเจ้าหนี้เพื่อเรียกคืนฐานลาภมิควรได้เท่านั้น (ป.พ.พ. มาตรา 696) จึงควรแจ้งลูกหนี้ทุกครั้งก่อนหรือเมื่อชำระหนี้แทน

ก่อนเซ็นค้ำประกัน ควรตรวจอะไรบ้าง

สมมติว่า นาย ก. ขอให้ นาย ข. ซึ่งเป็นญาติ ช่วยค้ำประกันเงินกู้ซื้อรถ ก่อนเซ็น นาย ข. อาจตรวจสอบเอกสารตามรายการต่อไปนี้ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดไว้

1. สัญญาระบุหนี้หรือสัญญาที่ค้ำประกันไว้ชัดเจนหรือไม่ เพราะผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะหนี้ที่ระบุไว้ (มาตรา 681)

2. ถ้าเป็นการค้ำประกันหนี้ในอนาคต มีการระบุจำนวนเงินสูงสุดและระยะเวลาไว้หรือไม่ (มาตรา 681)

3. มีข้อความให้รับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หรือยินยอมล่วงหน้าให้เจ้าหนี้ผ่อนเวลาหรือไม่ ซึ่งสำหรับผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดา ข้อความเหล่านี้กฎหมายกำหนดว่าเป็นโมฆะหรือใช้บังคับไม่ได้ (มาตรา 681/1 และมาตรา 700)

4. ขอสำเนาสัญญาค้ำประกันและสัญญากู้ไว้กับตัว เพื่อใช้ตรวจสอบเมื่อมีการทวงถาม

เมื่อได้รับหนังสือทวงถาม ควรดูวันที่ลูกหนี้ผิดนัดเทียบกับวันที่หนังสือส่งมาถึง เพื่อพิจารณาสิทธิตามมาตรา 686 และหากได้รับหมายเรียกจากศาล ควรรีบปรึกษาทนายความ

สรุป

ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ชำระหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระ แต่ตามกฎหมายที่แก้ไขเมื่อปี 2557 ผู้ค้ำประกันที่เป็นบุคคลธรรมดาไม่ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอให้เจ้าหนี้เรียกจากลูกหนี้หรือบังคับเอาจากทรัพย์ที่เป็นประกันก่อน และหลุดพ้นจากความรับผิดได้ในหลายกรณี เช่น หนี้ระงับ เจ้าหนี้ผ่อนเวลาโดยผู้ค้ำประกันไม่ได้ตกลงด้วย หรือเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ เมื่อชำระหนี้แทนไปแล้วก็ไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ได้ ทั้งนี้ ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อความในสัญญาและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

หากคุณกำลังจะเซ็นค้ำประกัน หรือได้รับหนังสือทวงถามในฐานะผู้ค้ำประกัน สามารถปรึกษาทนายความผ่าน Lawslane เพื่อให้ช่วยตรวจสัญญาและอธิบายสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกรณีของคุณได้

แชร์:

ความคิดเห็น (0)

เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนสมาชิกเท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้

ต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย?