ดูทั้งหมด
ค่าโอที ทำงานวันหยุด ได้กี่เท่า? สรุปตามกฎหมายแรงงาน

ค่าโอที ทำงานวันหยุด ได้กี่เท่า? สรุปตามกฎหมายแรงงาน

Law

ทีมงาน Lawslane

เผยแพร่เมื่อ: 28 ตุลาคม 2026

ทำโอที ทำงานวันหยุด หรือโอทีในวันหยุด ต้องได้เงินกี่เท่าตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน นายจ้างบังคับได้ไหม ใครไม่ได้ค่าโอที พร้อมวิธีคิดค่าจ้างต่อชั่วโมงและตัวอย่างคำนวณ

ทำงานเกินเวลา ทำงานวันเสาร์อาทิตย์ หรือถูกเรียกมาทำงานในวันหยุดนักขัตฤกษ์ คำถามที่ลูกจ้างหลายคนสงสัยคือ แบบนี้ต้องได้เงินเพิ่มเท่าไร และนายจ้างบังคับให้ทำได้หรือไม่ เรื่องนี้มีคำตอบอยู่ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดทั้งเวลาทำงาน วันหยุด และอัตราค่าล่วงเวลาขั้นต่ำที่นายจ้างต้องจ่าย บทความนี้สรุปหลักสำคัญตามตัวบท พร้อมตัวอย่างการคำนวณแบบง่าย ๆ เพื่อให้คุณตรวจสอบสลิปเงินเดือนของตัวเองได้

เวลาทำงานปกติ กฎหมายกำหนดไว้เท่าไร

นายจ้างต้องประกาศเวลาทำงานปกติให้ลูกจ้างทราบ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวัน ซึ่งต้องไม่เกินเวลาที่กฎกระทรวงกำหนดสำหรับงานแต่ละประเภท แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง และเมื่อรวมแล้วสัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกินสี่สิบแปดชั่วโมง ในกรณีที่วันใดทำงานน้อยกว่าแปดชั่วโมง นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงนำเวลาที่เหลือไปรวมกับวันทำงานปกติอื่นได้ แต่ต้องไม่เกินวันละเก้าชั่วโมง (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 23)

สำหรับงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กฎกระทรวงกำหนด เวลาทำงานปกติต้องไม่เกินวันละเจ็ดชั่วโมง และรวมแล้วสัปดาห์หนึ่งไม่เกินสี่สิบสองชั่วโมง (มาตรา 23) และห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างในงานประเภทนี้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด (มาตรา 31)

ในวันที่มีการทำงาน นายจ้างต้องจัดเวลาพักระหว่างการทำงานไม่น้อยกว่าวันละหนึ่งชั่วโมง หลังจากลูกจ้างทำงานมาแล้วไม่เกินห้าชั่วโมงติดต่อกัน และถ้าจะให้ทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง ต้องจัดเวลาพักไม่น้อยกว่ายี่สิบนาทีก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลา (มาตรา 27)

นายจ้างสั่งให้ทำโอทีหรือทำงานวันหยุดได้หรือไม่

หลักคือ ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป ยกเว้นงานที่ต้องทำติดต่อกันไปถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน งานฉุกเฉิน หรืองานอื่นตามที่กฎกระทรวงกำหนด ซึ่งนายจ้างอาจให้ทำงานล่วงเวลาได้เท่าที่จำเป็น (มาตรา 24)

การทำงานในวันหยุดก็ใช้หลักทำนองเดียวกัน คือห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด เว้นแต่งานที่ต้องทำติดต่อกันไปหรืองานฉุกเฉิน หรือเป็นกิจการที่กฎหมายเปิดช่องไว้ เช่น โรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล หรือกิจการอื่นตามกฎกระทรวง นอกจากกรณีเหล่านี้ นายจ้างอาจให้ทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การผลิต การจำหน่าย และการบริการ โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป (มาตรา 25)

ชั่วโมงทำงานล่วงเวลาและชั่วโมงทำงานในวันหยุดเมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินอัตราที่กฎกระทรวงกำหนด (มาตรา 26) ตัวเลขเพดานชั่วโมงอยู่ในกฎกระทรวง ไม่ได้เขียนไว้ในตัวพระราชบัญญัติ

ลูกจ้างมีวันหยุดอะไรบ้าง

1. วันหยุดประจำสัปดาห์ สัปดาห์หนึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องห่างกันไม่เกินหกวัน นายจ้างและลูกจ้างอาจตกลงล่วงหน้าให้หยุดวันใดก็ได้ (มาตรา 28)

2. วันหยุดตามประเพณี นายจ้างต้องประกาศให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าสิบสามวัน รวมวันแรงงานแห่งชาติ ถ้าวันหยุดตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ ลูกจ้างได้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป (มาตรา 29)

3. วันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบหนึ่งปี มีสิทธิหยุดปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยนายจ้างเป็นผู้กำหนดล่วงหน้าหรือกำหนดตามที่ตกลงกัน และอาจตกลงกันให้สะสมวันที่ยังไม่ได้หยุดไปรวมกับปีต่อไปได้ (มาตรา 30)

เรื่องค่าจ้างในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี และวันหยุดพักผ่อนประจำปี แต่สำหรับวันหยุดประจำสัปดาห์ ยกเว้นลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงาน (มาตรา 56) ข้อนี้สำคัญ เพราะเป็นตัวแบ่งว่าลูกจ้างคนไหน "มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด" ซึ่งมีผลต่ออัตราค่าทำงานในวันหยุดในหัวข้อถัดไป

ทำโอที ทำงานวันหยุด ได้เงินเท่าไร

กฎหมายกำหนดอัตราขั้นต่ำไว้ 3 แบบ โดยคิดจาก "อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน" ตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ (สำหรับลูกจ้างที่ได้ค่าจ้างตามผลงานจะคิดจากอัตราต่อหน่วยตามผลงานที่ทำได้)

1. ทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ได้ค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 61)

2. ทำงานในวันหยุด (ภายในเวลาทำงานปกติของวันนั้น) ได้ค่าทำงานในวันหยุดดังนี้ ถ้าเป็นลูกจ้างที่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ถ้าเป็นลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด นายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 62)

3. ทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ได้ค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 63)

นอกจากนี้ ถ้านายจ้างไม่ได้จัดให้ลูกจ้างหยุด หรือให้หยุดน้อยกว่าที่มาตรา 28, 29 และ 30 กำหนด นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามอัตราในมาตรา 62 และ 63 เสมือนว่าให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด (มาตรา 64)

อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงของคนเงินเดือน คิดอย่างไร

สำหรับลูกจ้างรายเดือน กฎหมายกำหนดวิธีคิดไว้ว่า อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน คือ ค่าจ้างรายเดือนหารด้วยผลคูณของสามสิบกับจำนวนชั่วโมงทำงานในวันทำงานต่อวันโดยเฉลี่ย (มาตรา 68)

ตัวอย่างสมมติ นางสาว ก. ได้ค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง อัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงคือ 18,000 หารด้วย (30 คูณ 8) เท่ากับ 75 บาท

1. ถ้าทำโอทีหลังเลิกงานในวันทำงาน 2 ชั่วโมง ได้ไม่น้อยกว่า 75 คูณ 1.5 คูณ 2 เท่ากับ 225 บาท

2. ถ้าถูกขอให้มาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 8 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นลูกจ้างรายเดือนซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดอยู่แล้ว จะได้เงินเพิ่มจากเงินเดือนไม่น้อยกว่า 75 คูณ 1 คูณ 8 เท่ากับ 600 บาท

3. ถ้าวันหยุดนั้นทำต่ออีก 2 ชั่วโมงเกินเวลาทำงานปกติ ได้ค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 75 คูณ 3 คูณ 2 เท่ากับ 450 บาท

อีกตัวอย่างสมมติ นาย ข. เป็นลูกจ้างรายวัน ได้ค่าจ้างวันละ 400 บาท ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง อัตราต่อชั่วโมงคือ 50 บาท ถ้ามาทำงานในวันหยุดประจำสัปดาห์ 8 ชั่วโมง เนื่องจากลูกจ้างรายวันไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ตามมาตรา 56 จึงได้ไม่น้อยกว่า 50 คูณ 2 คูณ 8 เท่ากับ 800 บาท ตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายสูตรเท่านั้น ไม่ใช่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

ใครบ้างที่กฎหมายไม่ให้สิทธิค่าโอทีตามมาตรา 61 และ 63

มาตรา 65 กำหนดว่า ลูกจ้างบางกลุ่มไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 ได้แก่

1. ลูกจ้างที่มีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างในเรื่องการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง

2. งานเร่ขายหรือชักชวนซื้อสินค้า ที่นายจ้างจ่ายค่านายหน้าจากการขายให้

3. งานขบวนการจัดงานรถไฟ งานเปิดปิดประตูน้ำหรือประตูระบายน้ำ งานอ่านระดับน้ำและวัดปริมาณน้ำ งานดับเพลิงหรืองานป้องกันอันตรายสาธารณะ

4. งานที่ต้องออกไปทำนอกสถานที่ และโดยลักษณะของงานไม่อาจกำหนดเวลาทำงานที่แน่นอนได้

5. งานอยู่เวรเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่การทำงานปกติของลูกจ้าง

6. งานอื่นตามที่กฎกระทรวงกำหนด

อย่างไรก็ดี ลูกจ้างในกลุ่มข้อ 3 ถึงข้อ 6 ข้างต้น ยังมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ และข้อยกเว้นทั้งหมดนี้ไม่ใช้ถ้านายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้ (มาตรา 65) ตัวบทแบ่งกลุ่มเหล่านี้ตามอำนาจหน้าที่และลักษณะงาน ส่วนลูกจ้างคนใดเข้าข่ายหรือไม่ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี

สรุป

กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดเวลาทำงานปกติไม่เกินวันละแปดชั่วโมงและสัปดาห์ละสี่สิบแปดชั่วโมง (มาตรา 23) การทำโอทีหรือทำงานวันหยุดโดยหลักต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป เว้นแต่งานบางประเภทที่กฎหมายยกเว้นไว้ (มาตรา 24, 25) อัตราขั้นต่ำคือ โอทีวันทำงานไม่น้อยกว่า 1.5 เท่า ทำงานในวันหยุดเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 1 เท่าหรือไม่น้อยกว่า 2 เท่าแล้วแต่ว่ามีสิทธิได้ค่าจ้างในวันหยุดหรือไม่ และโอทีในวันหยุดไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง (มาตรา 61 ถึง 63) โดยมีลูกจ้างบางกลุ่มที่ไม่ได้สิทธิค่าล่วงเวลาตามมาตรา 65

หากคุณคิดว่าได้รับค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุดไม่ครบ หรือไม่แน่ใจว่างานของตัวเองเข้าข้อยกเว้นหรือไม่ สามารถปรึกษาทนายความผ่าน Lawslane เพื่อให้ทนายช่วยดูสัญญาจ้าง สลิปเงินเดือน และข้อเท็จจริงของกรณีคุณ

แชร์:

ความคิดเห็น (0)

เฉพาะผู้ที่ลงทะเบียนสมาชิกเท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้

ต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมาย?